ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สมุนไพรแช่เท้า กับ การแช่เท้า

สมุนไพรแช่เท้า กับ การแช่เท้า

ตัวอย่างส่วนประกอบที่สามารถนำมาใช้ในการแช่เท้า

1. ตะไคร้ มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลาย และลดอาการเมื่อยล้าได้อีกด้วย ซึ่งตะไคร้นั้นมีสรรพคุณในการช่วยดับกลิ่นได้เป็นอย่างดี และยังมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ในตัว จึงเหมาะกับการนำมาผสมกับการแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น และเกลือเป็นอย่างมาก 

2. มะกรูด มีน้ำมันหอมระเหยในตัว มีสรรพคุณช่วยดับกลิ่นได้เป็นอย่างดี และช่วยบำรุงผิวได้อีกด้วย 

3. ขมิ้น มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียน สว่าง และกระจ่างใส แถมยังสามารถช่วยลดผดผื่น อาการคัน สมานแผล และลดการอักเสบของผิวได้อีกด้วย เสริมให้การแช่เท้านั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4. ไพล มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการฟกช้ำ และลดอาการบวมได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นอีกด้วย 

5. เกลือ มีสรรพคุณช่วยในการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ได้ดี ช่วยดึงสิ่งตกค้างภายในร่างกาย ช่วยดึงประจุพลังงานลบที่ไม่ดีต่อร่างกาย และช่วยให้การดูดซึมสมุนไพรแช่เท้าต่างๆ เข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น 

6. การบูร มีสรรพคุณช่วยรักษาแผล และสมานแผลให้หายเร็วขึ้น พร้อมกับช่วยลดอาการปวดเมื่อยตามปลายประสาทได้ดี จึงทำให้การบูรนั้นเหมาะกับการนำมาแช่เท้าในวันที่เดินเยอะ หรือใช้งานเท้าอย่างหนัก

7.น้ำมันหอมระเหย

  • กลิ่นเปปเปอร์มินต์ เป็นกลิ่นที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม
  • กลิ่นยูคาลิปตัส เป็นกลิ่นที่ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี และช่วยให้หายใจได้สะดวก รวมถึง เพิ่มสดชื่นให้มากขึ้น
  • กลิ่นคาโมมายล์ เป็นกลิ่นที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สบาย และสงบ แถมยังช่วยลดอาการคัน หรือผื่นคันได้อีกด้วย 

ประโยชน์ของการแช่เท้าในน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ

นอกจากช่วยผ่อนคลาย และลดอาการเมื่อยล้าแล้ว การแช่เท้าในน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์หลากหลายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น หรือช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เป็นต้น โดยประโยชน์ของการแช่เท้าในน้ำอุ่นมีทั้งหมด ดังนี้

1. ผ่อนคลาย และลดอาการเมื่อยล้า

การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ หรือ การแช่เท้าด้วยเกลือ สามารถช่วยผ่อนคลาย และลดอาการเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี เพราะว่าเท้าอาจเกิดอาการเกร็ง หรือความเมื่อยล้าจากการใช้งานมาตลอดทั้งวัน ดังนั้น การแช่เท้าก็จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

2. ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

หลังจากใช้งานเท้ามาตลอดทั้งวัน อาจทำให้กล้ามเนื้อที่เท้ามีอาการหดเกร็ง จึงทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ จึงช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้นได้ 

3. ระบบย่อยอาหารดีขึ้น

นอกจากนั้นการแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ สามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้นอีกด้วย เพราะว่าน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ จะไปช่วยกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานมากขึ้น และทำให้ระบบอื่นๆ ทำงานช้าลง เพื่อให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย

4. นอนหลับง่ายขึ้น

การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ เป็นวิธีทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เพราะว่าช่วยให้รู้สึกสบายตัวจากการผ่อนคลาย และลดอาการเมื่อยล้าจากการแช่เท้าก่อนเข้านอน

5. ลดอาการปวดต่างๆ ได้ดี

การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ หรือ การแช่เท้าด้วยเกลือ สามารถช่วยลดอาการปวดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไ่ม่ว่าจะเป็น อาการปวดศีรษะ หรืออาการปวดท้องประจำเดือน เพราะว่าระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น จึงส่งผลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และมีอาการปวดน้อยลง

ข้อควรระวังในการแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น

ถึงแม้ว่าการแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ จะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี แต่ว่าก็มีข้อควรระวังที่ทุกคนควรรู้ไว้ก่อนจะแช่เท้าในน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง หรืออันตรายที่อาจตามมาได้ โดยข้อควรระวังมีทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้

1. อุณหภูมิน้ำสูงเกินไป

การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ นั้นควรใช้น้ำที่มีอุณหภูมิที่กำลังพอดี หรือไม่ร้อนเกินไป เพราะว่าถ้าแช่เท้าในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป อาจทำให้ผิวหนังบริเวณเท้าแดง หรือเกิดอาการพุพองได้

2. ไม่ควรแช่หากเท้ามีบาดแผล

สำหรับผู้ที่มีบาดแผลที่เท้า แผลอักเสบ แผลติดเชื้อ หรือเป็นโรคผิวหนังที่เท้า ไม่ควรแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ หรือแช่เท้าด้วยเกลืออย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้แผลหายช้า แถมยังเสี่ยงติดเชื้อ หรืออาการลุกลามมากกว่าเดิมอีกด้วย

3. ผู้ป่วยบางโรคไม่ควรแช่

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่มีปัญหาเส้นเลือดขอด ไม่ควรแช่เท้าด้วยน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ เพราะอาจเกิดอาการต่างๆ ตามมาได้ โดยในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นอาจเกิดแผลพุพองจากการแช่เท้า และแผลก็จะหายช้ากว่าปกติ ทั้งนี้ หากต้องการแช่ก็จำเป็นต้องระวังเรื่องอุณหภูมิของน้ำเป็นพิเศษ สำหรับในผู้ที่มีปัญหาเส้นเลือดขอดอาจทำให้เส้นเลือดแตก และเกิดอันตรายได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แนวทางและวิธีปฏิบัติในการอบสมุนไพร

ข้อห้ามในการอบสมุนไพร ๑. ผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ ไม่ควรอบ คือ   โรคหัวใจ โรคไต   โรคปอด โรคหอบหืดระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง โรคลมชัก โรคลมบ้าหมู   ตกเลือด   ท้องเสียอย่างรุนแรง และกรณีในรายที่มีความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ๒. ผู้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด ไม่ควรอบ เช่น วัณโรค ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไข้หวัดใหญ่ ไข้กาฬหลังแอ่น หัด ปอดบวม ตาแดง คอตีบ โรคมือ ปาก เท้า เป็นต้น ๓. ขณะมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส   เพราะอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆ ๔. สตรีขณะมีประจำเดือน ร่วมกับมีอาการไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วย (ไข้ทับระดู) ๕. ขณะมีอาการอักเสบจากบาดแผลต่างๆ ๖. ขณะมีอาการอ่อนเพลีย   อดอาหาร   อดนอน   และหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ ๗. ขณะมีอาการปวดศีรษะ ชนิดวิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้ ข้อควรระวังในการอบสมุนไพร ๑.ในขณะอบ ถ้ารู้สึกแน่น อึดอัด หายใจไม่สะดวกหรือหายใจไม่ออก หรือรู้สึกวิงเวียน หน้ามืดตาลาย คล้ายจะเป็นลม ควรหยุดทันที ควรออกมานั่งพักนอกตู้อบ อย่าฝืนอบต่อไป ๒. ไม่ควรอบนานเกินไป เพราะร่างกายอาจเ...

เปรียบเทียบโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต (Stroke) การแพทย์แผนปัจจุบัน : การแพทย์แผนไทย : การแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นอาการทางคลินิกที่เกิดขึ้นทันที   โดยมีอาการผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทเฉพาะที่   เช่น   อาการอ่อนแรง   หรือชาที่ใบหน้าและแขนขา   กลืนลำบาก   พูดไม่ชัด   เห็นภาพซ้อน   ไม่น้อยกว่า  24  ชั่วโมง   หรือทำให้เสียชีวิต   โดยมีสาเหตุจากหลอดเลือดสมองเท่านั้น การแพทย์แผนไทย โรคหลอดเลือดสมองการแพทย์แผนไทยเกิดจาก   “ ลมอุทธังคมาวาตา   และ   อโธคมาวาตา ”   พัดระคนกัน   ทำให้มีอาการอัมพฤกษ์   อัมพาต   ดังนี้ - อัมพฤกษ์   หมายถึง   ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขน-ขา   แต่สามารถขยับได้ระดับหนึ่ง   หรือหยิบจับสิ่งของที่มีน้ำหนักตามปกติไม่ได้   เป็นโรคที่คล้ายคลึงกับอัมพาต   แต่อาการน้อยกว่า - อัมพาต   หมายถึง   ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขน-ขา   ไม่สามารถขยับได้ซีกใดซีกหนึ่ง   ลิ้นแข็ง   พูดไม่ชัด   ปากเบี้ยว การแพทย์แผนจีน ศาสตร์การแพทย์แผนจีน   เรียกว่า   “ จ้งเ...

แนวทางและวิธีปฏิบัติในการประคบสมุนไพร

๑. เติมน้ำในหม้อนึ่งลูกประคบสมุนไพรสูง  2  ใน  3  ของหม้อนึ่ง ๒. เวลาเติมน้ำให้ยกชั้นที่ใส่ลูกประคบสมุนไพรลงมาวางก่อน ๓. ใช้ผ้าขนหนูผืนหนาพับ 2 ชั้น ห่อลูกประคบสมุนไพรก่อนนำไปประคบ ๔. ทดสอบความร้อนของลูกประคบสมุนไพรทุกครั้ง โดยทดสอบความร้อนที่ท้องแขนหรือหลังมือ ๕. ควรทดสอบความร้อนกับคนไข้ และทดสอบกับตนเองเป็นระยะร่วมด้วย ๖. ถ้าลูกประคบสมุนไพรกำลังร้อน ให้ทำการประคบอย่างรวดเร็ว ๗. เมื่อลูกประคบสมุนไพรเย็นลง จึงวางลูกประคบได้นานขึ้น ๘. ไม่ใช้ลูกประคบสมุนไพรกดคลึงคนไข้โดยการทิ้งน้ำหนักตัวผู้ให้บริการลงเหมือนกับท่าของการนวด ๙. ห้ามประคบบริเวณที่เป็นผิวหนังอ่อนๆหรือบริเวณที่เป็นแผลมาก่อน ถ้าให้ใช้ผ้ารองหรือรอจนลูกประคบสมุนไพรคลายความร้อนลง ๑๐. ห้ามไม่ให้ผู้ป่วยนอนทับลูกประคบสมุนไพร ๑๑. กรณีมีน้ำไหลออกจากลูกประคบ ให้ใช้ผ้ากดเอาน้ำที่แช่อยู่ในลูกประคบสมุนไพรออกก่อนที่จะนำไปใช้ประคบคนไข้ ๑๒. ห้ามทายาหม่อง , น้ำมัน หรือครีมใดๆ ให้ผู้ป่วยก่อนการประคบสมุนไพร ๑๓. ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยเบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต เด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่ม...