ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สรุปนโยบายปลัดกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด 17 พ.ย 2563

สรุปนโยบายปลัดกระทรวงสาธารณสุข
มอบในที่ประชุมสำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
ครั้งที่ 7/2563 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.30 - 14.00 น. 
ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 2 สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 

1. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จังหวัดได้รับงบประมาณลดลง แต่เรามีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงขึ้น ทำให้งบประมาณสำหรับการทำงานในส่วนของ Function ลดลงซึ่งอาจจะต้องไปของบประมาณในส่วนของ Agenda Based และ Area Based มาใช้แทน เช่น งบบูรณาการเขตเศรษฐกิจพิเศษ งบบูรณาการภาค งบบูรณาการชายแดนใต้ เป็นต้น 

2. ระบบบริการปฐมภูมิ ต้องพัฒนาทีมหมอครอบครัวให้ได้ 2500 ทีม ซึ่งจะมีงบประมาณ 100 กว่าล้านบาท เน้นการส่งเสริม ป้องกันโรค ให้นำนโยบายไปทำงานให้เกิด Health care มากกว่า Sick Care (รักษา) 

3. ระบบบริการ Excellent และ Smart Hospital เน้นส่งเสริม Medical AI เบื้องต้นทำ 3 เรื่องหลักก่อน คือ Fundus, CT และ Chest X-ray รวมถึงการพัฒนา Telehealth/Telemedicine, Robot และพัฒนาในระดับเขตสุขภาพเพื่อให้ได้ Economy of scale และ Comprehensive เป็นกลุ่มๆ เช่น Trauma, NCD เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาระดับทุติยภูมิซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญ 

4. COVID-19 ต้องมีการ Balance ระหว่างเศรษฐกิจกับสุขภาพ ซึ่งจะทำแบบนั้นได้ หน่วยงานสาธารณสุขต้องให้คำแนะนำฝ่ายปกครอง เพื่อขับเคลื่อนผ่านกลไกทางกฎหมายและการปกครอง นโยบายที่สาธารณสุขต้องนำไปปฏิบัติ คือ “นนก” (นำหนึ่งก้าว) คือ ต้องวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้า 1 Step เสมอ ยกตัวอย่างเช่น

- การใช้ OIR ; Outbreack Impact Risk เพื่อประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ กล่าวคือ เราต้องรู้ก่อนว่าการระบาดนั้นเป็นรูปแบบใด (Spike, Spike & small wave หรือ Big wave) ซึ่งแต่ละแบบ การจัดการมีความแตกต่างกัน การออกแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการระบาดรูปแบบต่างๆ ให้ฝ่ายปกครองได้นำปรับใช้ จะช่วยลดผลกระทบจากการ Over Reaction (ปิดกิจการและหยุดกิจกรรมทุกอย่าง) ได้มาก หรือแม้แต่การประเมิน Host ก็มีผลต่อการประเมิน Impact เช่นกัน เช่น บุคลากรสาธารณสุข กับ ผู้ที่เปิดร้านอาหาร โอกาสแพร่เชื้อย่อมแตกต่างกัน ถ้าทำแบบนี้ได้จะเกิด Protocol ที่แตกต่างกันในการจัดการ เช่น ระยะ Active (day 0-3) ใช้ Protocol 1 ระยะ Controlled (day 4-7) ใช้ Protocol 2 ระยะ Safe ใช้ Protocol 3 ระยะ End (day 10 เป็นต้นไป) ใช้ Protocol 4 (อาจเป็น Area Quarantine) เป็นต้น

- การลดผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากระยะเวลา Quarantine ที่ยาวนาน ทำให้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า ถามว่าทำไมต้องกักตัว 14 วัน ก็เพราะวิชาการบอกว่า ระยะฟักตัว 2-14 วัน (ซึ่งเป็นแรงที่กว้างมาก) ที่กว้างเพราะเรายังรู้จักกับโรคนี้ไม่มากเช่นกัน หากเราต้องการจะ Verify ระยะฟักตัวที่เป็น rang ที่แค่กว่านี้เราอาจจะต้องตรวจถี่ขึ้น เช่น day 3-5, 7-10 และ 12-14 แล้วเอา 95 percentile มาดู (ตัดพวก Outlier ออก) ซึ่งอาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นหน่อย แต่เราจะได้รู้จักโรคมากขึ้น สามารถนำมาใช้จัดการต่อได้ดีขึ้น 

- การจัดกลุ่มประเทศมีวิธีการจัดแบบอื่นนอกจากกลุ่ม Hight Risk และ Low Risk ตามที่เคยประกาศไว้นานแล้วหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะใช้วิธีการประเมินความเสี่ยงของประเทศต่างๆ เทียบกับประเทศไทยแบบปัจจุบัน เช่น ให้ความเสี่ยงของประเทศไทย = X ภาพประเทศที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าประเทศไทย = 1, 2, 3... ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงมากกว่าประเทศไทย = X+1, 2, 3… แล้วกำหนดมาตรการ หรือ แนวทางให้แตกต่างกัน นำไปสู่แนวคิดเรื่องการลดการกักตัวใน state quarantine จาก 14 วัน มาเป็น 10 วัน โดยหลังวันที่ 10 จะกักตัวอยู่ใน area quarantine แล้วนำไปสู่แนวคิด Exclusive Travel Area (ETA) เช่น การตัวในโรงแรมในพัทยาใต้สักตัวครบ 10 วัน ผลตรวจเป็นลบ แล้วสามารถไปในพื้นที่ที่กำหนดได้ เช่น สนามกอล์ฟ ซึ่งการเดินทางระหว่างสถานที่ จะมีรถรับส่ง โดยไม่ให้มีการปนกับประชาชนทั่วไป เป็นต้น 

สรุปเรื่อง COVID-19 เราต้องสร้าง New Normal Living with COVID ไม่ใช่ Living without COVID

5. กัญชา/กัญชง ต้องผลักดันให้ปลดล็อคให้เป็นสมุนไพร และผลักดันให้อยู่ในบัญชียาหลัก เน้นรักษาผู้ป่วย palliative Care 

6. องค์กร ธรรมาภิบาล ต้องสร้างให้เกิด “รัก สามัคคี มีวินัย ใส่ใจสาธารณสุข” ต้องทำงานด้วยกันเป็น “พ ว ก” กัน (พ : เพื่อน ว : ไว้ใจ ก : ให้เกียรติ)

7. นโยบายคนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัวทุกคน key สำคัญคือต้องทำให้เห็นว่าประชาชนได้อะไร ไม่ใช่พวกเราให้อะไร ดูที่สิ่งส่งมอบและการรับรู้ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งคงต้องเน้น P&P และ Continuous care เป็นหลัก

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แนวทางและวิธีปฏิบัติในการอบสมุนไพร

ข้อห้ามในการอบสมุนไพร ๑. ผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ ไม่ควรอบ คือ   โรคหัวใจ โรคไต   โรคปอด โรคหอบหืดระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง โรคลมชัก โรคลมบ้าหมู   ตกเลือด   ท้องเสียอย่างรุนแรง และกรณีในรายที่มีความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ๒. ผู้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด ไม่ควรอบ เช่น วัณโรค ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไข้หวัดใหญ่ ไข้กาฬหลังแอ่น หัด ปอดบวม ตาแดง คอตีบ โรคมือ ปาก เท้า เป็นต้น ๓. ขณะมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส   เพราะอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆ ๔. สตรีขณะมีประจำเดือน ร่วมกับมีอาการไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วย (ไข้ทับระดู) ๕. ขณะมีอาการอักเสบจากบาดแผลต่างๆ ๖. ขณะมีอาการอ่อนเพลีย   อดอาหาร   อดนอน   และหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ ๗. ขณะมีอาการปวดศีรษะ ชนิดวิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้ ข้อควรระวังในการอบสมุนไพร ๑.ในขณะอบ ถ้ารู้สึกแน่น อึดอัด หายใจไม่สะดวกหรือหายใจไม่ออก หรือรู้สึกวิงเวียน หน้ามืดตาลาย คล้ายจะเป็นลม ควรหยุดทันที ควรออกมานั่งพักนอกตู้อบ อย่าฝืนอบต่อไป ๒. ไม่ควรอบนานเกินไป เพราะร่างกายอาจเ...

เปรียบเทียบโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต (Stroke) การแพทย์แผนปัจจุบัน : การแพทย์แผนไทย : การแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นอาการทางคลินิกที่เกิดขึ้นทันที   โดยมีอาการผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทเฉพาะที่   เช่น   อาการอ่อนแรง   หรือชาที่ใบหน้าและแขนขา   กลืนลำบาก   พูดไม่ชัด   เห็นภาพซ้อน   ไม่น้อยกว่า  24  ชั่วโมง   หรือทำให้เสียชีวิต   โดยมีสาเหตุจากหลอดเลือดสมองเท่านั้น การแพทย์แผนไทย โรคหลอดเลือดสมองการแพทย์แผนไทยเกิดจาก   “ ลมอุทธังคมาวาตา   และ   อโธคมาวาตา ”   พัดระคนกัน   ทำให้มีอาการอัมพฤกษ์   อัมพาต   ดังนี้ - อัมพฤกษ์   หมายถึง   ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขน-ขา   แต่สามารถขยับได้ระดับหนึ่ง   หรือหยิบจับสิ่งของที่มีน้ำหนักตามปกติไม่ได้   เป็นโรคที่คล้ายคลึงกับอัมพาต   แต่อาการน้อยกว่า - อัมพาต   หมายถึง   ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขน-ขา   ไม่สามารถขยับได้ซีกใดซีกหนึ่ง   ลิ้นแข็ง   พูดไม่ชัด   ปากเบี้ยว การแพทย์แผนจีน ศาสตร์การแพทย์แผนจีน   เรียกว่า   “ จ้งเ...

แนวทางและวิธีปฏิบัติในการประคบสมุนไพร

๑. เติมน้ำในหม้อนึ่งลูกประคบสมุนไพรสูง  2  ใน  3  ของหม้อนึ่ง ๒. เวลาเติมน้ำให้ยกชั้นที่ใส่ลูกประคบสมุนไพรลงมาวางก่อน ๓. ใช้ผ้าขนหนูผืนหนาพับ 2 ชั้น ห่อลูกประคบสมุนไพรก่อนนำไปประคบ ๔. ทดสอบความร้อนของลูกประคบสมุนไพรทุกครั้ง โดยทดสอบความร้อนที่ท้องแขนหรือหลังมือ ๕. ควรทดสอบความร้อนกับคนไข้ และทดสอบกับตนเองเป็นระยะร่วมด้วย ๖. ถ้าลูกประคบสมุนไพรกำลังร้อน ให้ทำการประคบอย่างรวดเร็ว ๗. เมื่อลูกประคบสมุนไพรเย็นลง จึงวางลูกประคบได้นานขึ้น ๘. ไม่ใช้ลูกประคบสมุนไพรกดคลึงคนไข้โดยการทิ้งน้ำหนักตัวผู้ให้บริการลงเหมือนกับท่าของการนวด ๙. ห้ามประคบบริเวณที่เป็นผิวหนังอ่อนๆหรือบริเวณที่เป็นแผลมาก่อน ถ้าให้ใช้ผ้ารองหรือรอจนลูกประคบสมุนไพรคลายความร้อนลง ๑๐. ห้ามไม่ให้ผู้ป่วยนอนทับลูกประคบสมุนไพร ๑๑. กรณีมีน้ำไหลออกจากลูกประคบ ให้ใช้ผ้ากดเอาน้ำที่แช่อยู่ในลูกประคบสมุนไพรออกก่อนที่จะนำไปใช้ประคบคนไข้ ๑๒. ห้ามทายาหม่อง , น้ำมัน หรือครีมใดๆ ให้ผู้ป่วยก่อนการประคบสมุนไพร ๑๓. ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยเบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต เด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่ม...