ในปัจจุบัน การกินอาหารและการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย ด้วยการการนำน้ำสมุนไพรมาช่วยคลายร้อน
ช่วยรักษาโรคนั้นเป็นที่นิยมกันมาก มีการนำมาปรับประยุกต์โดยการนำผักผลไม้มาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างแพร่หลาย
ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยแพทย์แผนไทยนั้น เราจะเน้นการปรับสมดุลของธาตุเจ้าเรือนในร่างกาย
โดยแบ่งตามช่วงเวลาอิทธิพลของกาลเวลา หรือที่เรียกว่า “กาลสมุฏฐาน” ที่เป็นแปลงใน
๑ วัน ซึ่งจะทำให้เกิดการแปรปรวนของธาตุในร่างกายที่อาจก่อให้เกิดการเสียสมดุลได้ดังนี้
เวลา ๖.๐๐-๑๐.๐๐ น. และ เวลา ๑๘.๐๐-๒๒.๐๐ น. มักจะเจ็บป่วยด้วย
“ธาตุน้ำ”
น้ำสมุนไพรที่บำรุงร่างกายและปรับสมดุลของธาตุน้ำ ได้แก่ น้ำสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว
เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว ฯลฯ
เวลา ๑๐.๐๐-๑๔.๐๐ น. และ เวลา ๒๒.๐๐-๑๒.๐๐ น. มักจะเจ็บป่วยด้วย
“ธาตุไฟ”
น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายและปรับสมดุลของธาตุไฟ ได้แก่ น้ำสมุนไพรที่มีรสขม
เช่น น้ำบัวบก น้ำมะระ ฯลฯ
เวลา ๑๔.๐๐-๑๘.๐๐ น. และ เวลา ๐๒.๐๐-๐๖.๐๐ น. มักจะเจ็บป่วยด้วย
“ธาตุลม”
น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายและปรับสมดุลของธาตุลม ได้แก่ น้ำสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน
เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม ฯลฯ
สำหรับเทคนิคในการเลือกสมุนไพรที่จะนำมาทำน้ำสมุนไพรนั้น
- ควรสมุนไพรที่สดหรือถ้าเป็นสมุนไพรที่แห้ง ควรเลือกสมุนไพรที่หมายสะอาด
ดูลักษณะ สี กลิ่น ดูว่ามีเชื้อราหรือไม่
- สมุนไพรที่สดใหม่จะช่วยให้ได้คุณค่าทางโภชนาการสูง
ที่สำคัญช่วยให้ดูมีสีสันที่น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
- ควรคำนึงถึงความสะอาดทั้งสมุนไพรและภาชนะที่ใช้ ต้องสะอาด ป้องกันการปนเปื้อนเชื้อได้ดี
เพราะถ้าไม่สะอาดอาจทำให้ผู้ดื่มน้ำสมุนไพรท้องเสียและยังทำให้สมุนไพรเก็บได้ไม่นานเท่าที่ควร
- สำหรับภาชนะที่ใช้ภาชนะที่ต้มควรจะเป็นหม้อเคลือบ ไม่ควรใช้หม้ออลูมิเนียม
เพราะอาจทำให้กรดที่อยู่ในสมุนไพรกัดภาชนะ ถ้าเป็นหม้ออลูมิเนียมหรือกระทะทองเหลืองจะทำให้รสของน้ำสมุนไพรเปลี่ยนไป
นอกจากนี้การที่เราดื่มน้ำสมุนไพรที่มีสารโลหะหนักผสมอยู่ อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
- สำหรับภานะที่บรรจุควรจะเป็นขวดแก้ว ซึ่งจะสะดวกในการนึ่งและน้ำสมุนไพรไม่ทำปฏิกิริยากับขวดแก้ว
ที่สำคัญภาชนะที่เป็นแก้วดูใสสะอาดน่าดื่มยิ่งขึ้นด้วย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น