ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประโยชน์ของการอบสมุนไพร

            ๑. ช่วยกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองบริเวณผิวหนังดีขึ้น
            ๒. ช่วยทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น ช่วยขยายรูขุมขนทำให้ร่างกายขับเหงื่อ (ชำระล้างและขับของเสียออกจากร่างกาย) ออกมากขึ้น
            ๓. ทำให้ร่างกายเกิดความสดชื่น รู้สึกสบายตัว ช่วยผ่อนคลายความเครียด ขจัดความเมื่อยล้า บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นให้เบาบางลงจนกระทั่งเป็นปกติในที่สุด และในกรณีผู้ติดยาเสพติด การอบจะช่วยลดอาการเซื่องซึมได้
            . ช่วยทำให้ระบบการหายใจดีขึ้น เนื่องจากปอดขยายตัวได้ดี ทางเดินหายใจชุ่มชื้น หายใจปลอดโปร่ง
            . ช่วยลดการอักเสบและบวมที่เยื่อบุของทางเดินหายใจตอนบน ช่วยลดอาการระคายเคืองในลำคอ ช่วยละลายเสมหะ ทำให้ขับออกมาได้ง่ายขึ้น บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก อาการหอบหืดเรื้อรัง
            . ช่วยแก้อาการเหน็บชา อาการชาตามปลายนิ้วมือ ปลายเท้า แขนและขา
            ๗. ช่วยทุเลาอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดดีขึ้นจะเป็นการช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายและมีโอกาสทำให้หายขาดได้


            ๘. ช่วยฟื้นฟูให้มดลูกของสตรีหลังคลอดเข้าอู่เร็วได้เร็วขึ้น และช่วยขับน้ำคาวปลา
            ๙. ช่วยลดความดันโลหิตสูง เพราะเส้นโลหิตจะขยายออก ทำให้โลหิตไหลเวียนสะดวกขึ้น
            ๑๐. บรรเทาอาการผดผื่น คันและอาการอักเสบของผิวกายไปได้ ช่วยฆ่าเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย อันก่อให้เกิดโรคกลากเกลื้อนได้
            ๑๑. ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยที่อ่อนแอ ขี้โรค ให้กลายเป็นคนที่มีสุขภาพดี กระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวแรงดีขึ้น สุขภาพจิตผ่องใส สุขภาพกายแข็งแรง
            ๑๒. ช่วยทำให้ผิวหนังเกลี้ยงเกลา สะอาด ผิวหน้าปราศจากความมันและความหยาบกร้าน ใบหน้ามีน้ำมีนวล ไม่หมองคล้ำ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง เปล่งปลั่ง มีเลือดฝาดที่มีสีแดงบริสุทธิ์ขึ้นมา
            ๑๓. ช่วยรักษาสิว ฝ้า ขจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ลบรอยตีนกา ริ้วร้อยที่หัวคิ้ว ขอบตาและหน้าผาก
            ๑๔. ช่วยลดไขมันส่วนเกินของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย จึงช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ชั่วคราว ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่อึดอัด


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แนวทางและวิธีปฏิบัติในการอบสมุนไพร

ข้อห้ามในการอบสมุนไพร ๑. ผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ ไม่ควรอบ คือ   โรคหัวใจ โรคไต   โรคปอด โรคหอบหืดระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง โรคลมชัก โรคลมบ้าหมู   ตกเลือด   ท้องเสียอย่างรุนแรง และกรณีในรายที่มีความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ๒. ผู้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด ไม่ควรอบ เช่น วัณโรค ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไข้หวัดใหญ่ ไข้กาฬหลังแอ่น หัด ปอดบวม ตาแดง คอตีบ โรคมือ ปาก เท้า เป็นต้น ๓. ขณะมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส   เพราะอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆ ๔. สตรีขณะมีประจำเดือน ร่วมกับมีอาการไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วย (ไข้ทับระดู) ๕. ขณะมีอาการอักเสบจากบาดแผลต่างๆ ๖. ขณะมีอาการอ่อนเพลีย   อดอาหาร   อดนอน   และหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ ๗. ขณะมีอาการปวดศีรษะ ชนิดวิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้ ข้อควรระวังในการอบสมุนไพร ๑.ในขณะอบ ถ้ารู้สึกแน่น อึดอัด หายใจไม่สะดวกหรือหายใจไม่ออก หรือรู้สึกวิงเวียน หน้ามืดตาลาย คล้ายจะเป็นลม ควรหยุดทันที ควรออกมานั่งพักนอกตู้อบ อย่าฝืนอบต่อไป ๒. ไม่ควรอบนานเกินไป เพราะร่างกายอาจเ...

เปรียบเทียบโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต (Stroke) การแพทย์แผนปัจจุบัน : การแพทย์แผนไทย : การแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นอาการทางคลินิกที่เกิดขึ้นทันที   โดยมีอาการผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทเฉพาะที่   เช่น   อาการอ่อนแรง   หรือชาที่ใบหน้าและแขนขา   กลืนลำบาก   พูดไม่ชัด   เห็นภาพซ้อน   ไม่น้อยกว่า  24  ชั่วโมง   หรือทำให้เสียชีวิต   โดยมีสาเหตุจากหลอดเลือดสมองเท่านั้น การแพทย์แผนไทย โรคหลอดเลือดสมองการแพทย์แผนไทยเกิดจาก   “ ลมอุทธังคมาวาตา   และ   อโธคมาวาตา ”   พัดระคนกัน   ทำให้มีอาการอัมพฤกษ์   อัมพาต   ดังนี้ - อัมพฤกษ์   หมายถึง   ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขน-ขา   แต่สามารถขยับได้ระดับหนึ่ง   หรือหยิบจับสิ่งของที่มีน้ำหนักตามปกติไม่ได้   เป็นโรคที่คล้ายคลึงกับอัมพาต   แต่อาการน้อยกว่า - อัมพาต   หมายถึง   ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขน-ขา   ไม่สามารถขยับได้ซีกใดซีกหนึ่ง   ลิ้นแข็ง   พูดไม่ชัด   ปากเบี้ยว การแพทย์แผนจีน ศาสตร์การแพทย์แผนจีน   เรียกว่า   “ จ้งเ...

แนวทางและวิธีปฏิบัติในการประคบสมุนไพร

๑. เติมน้ำในหม้อนึ่งลูกประคบสมุนไพรสูง  2  ใน  3  ของหม้อนึ่ง ๒. เวลาเติมน้ำให้ยกชั้นที่ใส่ลูกประคบสมุนไพรลงมาวางก่อน ๓. ใช้ผ้าขนหนูผืนหนาพับ 2 ชั้น ห่อลูกประคบสมุนไพรก่อนนำไปประคบ ๔. ทดสอบความร้อนของลูกประคบสมุนไพรทุกครั้ง โดยทดสอบความร้อนที่ท้องแขนหรือหลังมือ ๕. ควรทดสอบความร้อนกับคนไข้ และทดสอบกับตนเองเป็นระยะร่วมด้วย ๖. ถ้าลูกประคบสมุนไพรกำลังร้อน ให้ทำการประคบอย่างรวดเร็ว ๗. เมื่อลูกประคบสมุนไพรเย็นลง จึงวางลูกประคบได้นานขึ้น ๘. ไม่ใช้ลูกประคบสมุนไพรกดคลึงคนไข้โดยการทิ้งน้ำหนักตัวผู้ให้บริการลงเหมือนกับท่าของการนวด ๙. ห้ามประคบบริเวณที่เป็นผิวหนังอ่อนๆหรือบริเวณที่เป็นแผลมาก่อน ถ้าให้ใช้ผ้ารองหรือรอจนลูกประคบสมุนไพรคลายความร้อนลง ๑๐. ห้ามไม่ให้ผู้ป่วยนอนทับลูกประคบสมุนไพร ๑๑. กรณีมีน้ำไหลออกจากลูกประคบ ให้ใช้ผ้ากดเอาน้ำที่แช่อยู่ในลูกประคบสมุนไพรออกก่อนที่จะนำไปใช้ประคบคนไข้ ๑๒. ห้ามทายาหม่อง , น้ำมัน หรือครีมใดๆ ให้ผู้ป่วยก่อนการประคบสมุนไพร ๑๓. ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยเบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต เด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่ม...