โดยทั่วไปแล้วหมอนวดมืออาชีพหรือผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นหมอนวด
ไม่ว่าจะเป็นอาชีพเสริมหรือเพื่อช่วยเหลือกันเองภายในครอบครัว ควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จำเป็นสำหรับการนวดไทย
รวมไปถึงการเตรียมตัว เตรียมร่างกายให้พร้อม และปฏิบัติตามที่จะกล่าวต่อไปนี้
เพียงแต่จะเข้มข้นเท่าใด ขึ้นอยู่กับระดับของการนำไปใช้
การเตรียมตัวของผู้นวด
การฝึกกำลังนิ้ว
สามารถทำได้โดยการฝึกซ้อมยกกระดานทุกวัน ด้วยการนั่งขัดสมาธิเพชรและลงมือเป็นรูปถ้วยวางไว้ข้างลำตัว
แล้วยกตัวให้พ้นจากพื้น อาจใช้การฝึกโดยบีบเทียนขี้ผึ้งจนอ่อนตัว
หรืออาจฝึกนวดกับผู้ป่วยเลย การฝึกกำลังนิ้วจะทำให้นิ้วมือมีกำลังแข็งแรง
เมื่อใช้นวดผู้ป่วยจะได้มีกำลังเพียงพอ มือไม่สั่น ไม่อ่อนแรง ทำได้ตรงเป้าหมาย
ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาได้ผลรวดเร็ว
การรักษาสุขภาพทั่วไป
ผู้นวดต้องรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอทั้งทางกายและทางใจ
หมั่นออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง ถ้ารู้สึกว่าไม่สบายหรือมีไข้ ไม่ควรทำการนวด
เพราะนอกจากการนวดจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรแล้ว ยังอาจแพร่โรคให้กับผู้ถูกนวดได้
และเล็บมือควรตัดให้สั้น และดูแลให้สะอาด
แนวทางปฏิบัติของแพทย์แผนไทย
ศีลของผู้นวด
ไม่ดื่มสุรา หมายถึง
ไม่ดื่มสุราทั้งก่อนและหลังการนวด รวมทั้งการรับประทานอาหารที่บ้านของคนไข้
เพราะอาจควบคุมตนเองไม่ได้ และอาจทำให้การนวดไม่ได้ผล รวมทั้งเป็นการรบกวนคนไข้และญาติ
ไม่เจ้าชู้ หมายถึง ไม่แสดงกริยาท่าทางลวนลาม
หรือใช้คำพูดแทะโลมคนไข้ที่เป็นหญิง หรือถ้าผู้นวดเป็นผู้หญิง
ก็ไม่ควรแสดงกิริยายั่วยวนคนไข้ที่เป็นผู้ชาย ต้องนวดด้วยความสุภาพเรียบร้อย
พูดคุยแต่พอควร
ไม่หลอกลวง หมายถึง ไม่เลี้ยงไข้ เช่น
ถ้าสามารถรักษาโรคนั้นๆ ให้หายได้ภายใน 1-2
ครั้ง ก็ไม่หลอกลวงว่าต้องนวด 5-6 ครั้ง
เพื่อหวังผลประโยชน์ ลาภ ยศ สรรเสริญ
สถานที่อโคจร หมายถึง สถานที่ที่ไม่ควรทำการนวด
ได้แก่
๑. โรงพยาบาล
เหตุผลเพราะในโรงพยาบาลมีหมอเจ้าของไข้อยู่แล้ว จึงไม่เหมาะสมที่จะไปทำการนวดรักษาและอาจเป็นการรักษาที่ซ้ำซ้อนได้
แต่ในปัจจุบัน โรงพยาบาลมีแนวนโนบายเปิดรักษาด้วยการนวดแล้ว ข้อนี้จึงตกไป
๒. โรงยาฝิ่น โรงน้ำชา
โรงแรม บ่อนการพนัน สถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น ริมถนน ใต้ต้นไม้ ฯลฯ
แต่ในปัจจุบัน โรงยาฝิ่นไม่มีแล้ว ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นพวกสถานเริงรมย์
เช่น ไนต์คลับ ผับ ดิสโก้เทค เป็นต้น
การแต่งรสมือ หมายถึง การลงน้ำหนักแต่ละรอบ และจังหวะของการลงน้ำหนัก
ซึ่งการลงน้ำหนักนิ้วมือที่กด มี 3
ระดับ คือ ให้คำนวณจากลักษณะความแข็ง ตึงเส้นของคนไข้
-
น้ำหนักเบา ประมาณ 50%
-
น้ำหนักปานกลาง ประมาณ 70%
-
น้ำหนักมาก ประมาณ 90%
การลงจังหวะนิ้วมือในการนวด จังหวะในการลงน้ำหนักแต่ละครั้ง มี 3 จังหวะ คือ
-
หน่วง
เป็นการลงน้ำหนักเบา เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรู้ตัว ไม่เกร็งรับการนวด
-
เน้น
การลงน้ำหนักเพิ่มขึ้นบนตำแหน่งที่ต้องการ
-
นิ่ง
การลงน้ำหนักมาก และกดนิ้วไว้ พร้อมกำหนดลมหายใจสั้นยาวตามต้องการ
การลงน้ำหนักเพิ่มขึ้น
ทำให้กล้ามเนื้อสามารถปรับตัวรับน้ำหนักได้ ทำให้ไม่เจ็บหรือเจ็บป่วยมากขึ้น
การลงน้ำหนักมากตั้งแต่เริ่มกด จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งรับทันที และอาจทำให้ตำแหน่งที่กดคลาดเคลื่อน
และผู้ถูกนวดจะเจ็บมากหรือระบมได้เช่นกัน
การกำหนดลมหายใจ
ต้องฝึกหายใจเข้าออก ให้สัมพันธ์กับการลงน้ำหนัก
คนกดลงไปขณะที่ผู้ถูกนวดหายใจออก ซึ่งเป็นขณะที่ร่างกายผ่อนคลาย
การกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก ปกติ 1 ครั้ง เรียกว่า “คาบน้อย”
ส่วนใหญ่ใช้กับการนวดพื้นฐานต่างๆ
การหายใจเข้าลึก หายใจออกยาว 1 ครั้ง เรียกว่า “คาบใหญ่”
ส่วนใหญ่ใช้กับการนวดรักษาโรค และการเปิดประตูลม ซึ่งมักจะใช้คาบใหญ่ 2 ครั้ง
การกำหนดองศามาตราส่วนหรือท่านวดและการวางมือ
เป็นการวางท่านวดของผู้นวดให้เหมาะสมกับผู้ถูกนวดและตำแหน่งที่นวด
เพื่อให้ใช้แรงที่กดลงตามจุดและมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรักษาโรค ซึ่งการวางมือ
การวางเท้า การนั่งของผู้นวดต้องเหมาะสมกับมือที่กดลงบนผู้ป่วย
เรียกได้ว่าเป็นสัดส่วน องศาและทิศทางในการนวด
โดยทั่วไปแล้วในขณะที่นวดแขนจะเหยียดตรง เพื่อลงน้ำหนักตามแขนลงไปสู่นิ้วที่นวด
หากมีการงอแขนอาจทำให้น้ำหนักลงไม่ตรงจุด แม้จะใช้น้ำหนักมาก
ซึ่งทำให้การรักษาได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย
ซึ่งในการนวดแบบราชสำนักได้ให้แนวทางไว้ว่า แขนตึง องศาได้
มารยาทในขณะทำการนวด
๑. ก่อนทำการนวด
ผู้นวดควรสำรวมจิตให้เป็นสมาธิ ระลึกถึงคุณครูอาจารย์ สำหรับการนวดแบบราชสำนัก
จะมีการยกมือไหว้ผู้ถูกนวด เพื่อเป็นการขอขมาที่ล่วงเกินบนร่างกายด้วย
๒. ขณะนวด
ผู้นวดควรนั่งห่างจากผู้ถูกนวดพอสมควรในด้านที่จะทำการนวด ไม่ควรคร่อมตัวผู้ถูกนวด
สำหรับการนวดราชสำนัก จะเดินเข่าเข้าหาผู้ถูกนวดอย่างน้อย 4 ศอก
และนั่งห่างจากผู้ถูกนวดประมาณ 1 ศอก
แล้วจับชีพจรดูลมเบื้องสูงกับลมเบื้องต่ำ
๓. ขณะนวด
ไม่ควรก้มหน้า จะทำให้หายใจรดผู้ถูกนวด ซึ่งในการนวดแบบราชสำนักได้มีคำกล่าวไว้ว่า
แม้ลมหายใจไม่ได้รดพระวรกาย ขณะทำการนวดจึงมักจะหันหน้าตรงไปข้างหน้า
โดยไม่ก้มหน้า และไม่เงยหน้ามองฟ้า อันเป็นการแสดงความไม่เคารพ
๔. ขณะทำการนวดห้ามกินอาหารหรือสิ่งใดๆ
และระมัดระวังการพูดที่อาจทำให้ผู้ถูกนวดตกใจ สะเทือนใจหรือหวาดกลัว
ควรซักถามและสังเกตอาการอยู่เสมอ ควรหยุดเมื่อผู้ถูกนวดขอให้พัก
หรือเจ็บปวดจนทนไม่ไหว
ข้อควรระวังในการนวด
๑. ในกรณีที่นวดท้อง
ไม่ควรนวดผู้ที่รับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ หรือไม่เกิน 30 นาที
๒. ไม่ควรให้เกิดการพกช้ำมากขึ้น
หรือมีอาการอักเสบซ้ำซ้อน
๓. กรณีผู้สูงอายุ
โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ต้องระมัดระวังในการนวด
๔. ไม่ควรนวด
ผู้ที่มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ คือ มีไข้มากกว่า 37 องศาเซลเซียส
ปวด บวม แดง ร้อน
๕. ไม่ควรนวด
ในผู้ที่หลังประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ ซึ่งควรได้รับการช่วยเหลือขั้นต้น
และตรวจวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ก่อน หากเกินความสามารถ
ควรประสานความร่วมมือกับแพทย์แผนปัจจุบัน
๖. ข้อห้ามหรือข้อควรระวังอื่นๆ
ที่กล่าวไว้เฉพาะแต่ละโรคหรืออาการ
ข้อปฏิบัติหลังการนวด
คำแนะนำสำหรับหมอผู้นวด
คำแนะนำสำหรับหมอผู้นวด
หากผู้นวดมีอาการปวดนิ้วมือ ให้แช่มือในน้ำอุ่น
เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบมือ และนวดคลึงบริเวณเนินกล้ามเนื้อฝ่ามือและรอบข้อนิ้วมือ
คำแนะนำสำหรับผู้ถูกนวด
๑. งดอาหารแสลง
เช่น อาหารมัน อาหารทอด หน่อไม้ ข้าวเหนียว เครื่องในสัตว์ เหล้า เบียร์
ของหมักดอง เป็นต้น
๒. ห้าม
สลัด บีบ ดัด ส่วนที่มีอาการเจ็บปวด
๓. ควรทำกายบริหารเฉพาะโรคหรืออาการตามที่ผู้นวดแนะนำและเห็นว่าเหมาะกับตน
๔. คำแนะนำอื่นๆ
เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นมูลเหตุเกิดโรค

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น